ข่าวทั่วไป

ถูกขัง 1 ปี 1 เดือน ใน สปป.ลาว

ถือว่าเป็นอีกหนึ่งข่าวที่เงียบมาก แทบไม่มีใครพูดถึง กรณีนายกิตติเดช ลัทธิ วัย 48 ปี พลเมืองชาวไทย อาชีพวิศวะกร ที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ทำงานอยู่กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างยักษ์ใหญ่ใน สปป.ลาว ทำหน้าที่สร้างเขื่อนที่ปัจจุบันได้มีการเปิดใช้งานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

10522750 665931163487055 5600255782574296058 n

นายกิตติเดช ทำงานในประเทศลาวมาได้กว่า 5-6 ปี ชีวิตการทำงานที่ดูปกติสุขดีของนายกิตติเดช กลับเปลี่ยนแปลงไป ตอนที่นายกิตติเดช ได้เดินทางมาเพื่อศึกษาต่อที่โคราชตามปกติ เขากลับถูกกักตัวไว้ที่ด่านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของฝั่งลาว และถูกเจ้าหน้าที่กักตัวไว้ จนถึงทุกวันนี้

นับเป็นระยะเวลานานกว่า 1 ปี 1 เดือนแล้ว ที่นายกิตติเดช ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายใน ค่ายกักตัวโพนต้อง ซึ่งเป็นค่ายกักกันชาวต่างชาติ ที่มีสภาพแวดล้อมไม่ต่างจากเรือนจำทั่ว ๆ ไป เพื่อรอให้ฝ่ายตำรวจและอัยการของ สปป.ลาว ไปแสวงหาพยานหลักฐานมาเอาผิด จนเป็นที่คาดเดาได้ยากว่าคดีนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่า

“….เมื่อต้นเดือนกันยายน 2562 เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ในฐานะผู้แทนรัฐบาลไทยใน สปป. ลาว ได้เข้าพบอัยการสูงสุด สปป. ลาว เพื่อย้ำข้อห่วงกังวลกรณีที่นายกิตติเดช ถูกควบคุมตัวเป็นระยะเวลากว่า 11 เดือน โดยอัยการยังไม่ได้ส่งเรื่องฟ้องศาล ซึ่งอัยการสูงสุดของ สปป. ลาวชี้แจงว่า ทางการลาวมีอำนาจควบคุมตัวนายกิตติเดชฯ ตามกฎหมายได้เป็นระยะเวลา 1 ปี และรับที่จะเร่งรัดการรวบรวมพยานหลักฐาน โดยหากไม่พบว่ากระทำความผิดก็จะปล่อยตัว แต่หากพบว่ากระทำความผิดและมีหลักฐานเพียงพอ อัยการก็จะส่งเรื่องฟ้องศาลตามกระบวนการยุติธรรมของ สปป. ลาวต่อไป…”

วันนี้ ตำรวจเปลี่ยนข้อหา เพราะไม่มีพยานหลักฐานเอาผิดข้อหาฉ้อโกงได้ อัยการเร่งรีบสั่งฟ้องในข้อหาใหม่ไปที่ศาล และศาลไม่รับฟ้อง ส่งกลับคืนมายังอัยการ

ผล คือ นายกิตติเดช ถูกกักขังเกิน 1 ปี มาเป็นระยะเวลา 1 เดือน กับ 5 วัน แล้ว รัฐบาลไทย…จะทำอย่างไรกับคดีนี้ครับ…?

“คุณกิตติเดช พลเมืองไทย ไปทำงานเป็นวิศวกร ถูกต้องตามกฎหมายที่บริษัทของ สปป.ลาว ในวันที่ 20 ตค 61 ถูกจับกุมที่ ตม. ไม่มีการแจ้งข้อหาว่าผิดอะไร กักขังตัวไว้ 6 วัน จึงมาแจ้งข้อหาภายหลังว่า ฉ้อโกงพลเมือง สอบสวน โยนไปโยนมานานกว่า 11 เดือน เอาผิดข้อหาฉ้อโกงไม่ได้ เพราะไร้พยานหลักฐาน

พอเราร้องขอความช่วยเหลือจากสื่อเมื่อ 1 กย 62 ก็มาเปลี่ยนข้อหาใหม่ เป็นเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่ เร่งรีบสั่งฟ้อง ปรากฏว่า ศาลเมตตา ส่งสำนวนกลับ เพราะไร้พยานหลักฐาน

1 ปี 1 เดือน 5 วัน ที่ต้องถูกกักขัง เพื่อให้ตำรวจวิ่งไปหาพยานมาเอาผิดให้ได้…”

“….สอบแล้ว สอบอีก ไม่เสร็จสิ้นสักที วิศวกรไทย พลเมืองไทย ชาวบุรีรัมย์ คนนี้ เขาถูกกักตัวไว้ที่ สปป.ลาว มานานกว่า 1 ปี เพื่อรอให้ฝ่ายตำรวจและอัยการของ สปป.ลาว ไปแสวงหาพยานหลักฐานไปเรื่อยๆแบบไม่มีกำหนด สอบแล้ว สอบอีก โยนไปโยนมา สอบมา 1 ปีกว่า ข้อหาเดิม เอาผิดไม่ได้ เปลี่ยนข้อหาใหม่ ยื่นฟ้องข้อหาใหม่ ศาลสั่งไม่รับ ส่งกลับมาคืน…”

ความเป็นธรรม….มีหรือไม่ ..? หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรจะทำอย่างไร…?

11026132 107517576246130 5527526867066123839 n

จดหมายเปิดผนึก

กราบเรียน : ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรี และท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่เคารพอย่างสูง

ขอกราบเรียนว่า คดี นายกิตติเดช ลัทธิ “วิศวกรชาวบุรีรัมย์” ที่ถูกกักตัวไว้ที่ สปป.ลาว นานกว่า ๑ ปี ได้ร้องขอความช่วยเหลือในประเด็นดังต่อไปนี้

๑.) นายกิตติเดช ถูกจับกุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ เป็นการจับกุมคุมขังตามอำเภอใจ เพราะไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา และในวันที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๑ ผู้ร้องฯไปร้องขอความช่วยเหลือที่สถานกงสุลไทย ณ เวียงจันทน์ ร้องขอให้ออกไปช่วยเหลือ แต่ปรากฏว่า เจ้าหน้าที่กงสุลไทย ไม่ยอมออกมาช่วยเหลือในขณะเวลานั้น

๒.) นายกิตติเดช ถูกจับกุมและกักขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ถูกนำตัวไปกักไว้ที่ ตม. ลาว ตั้งแต่วันที่ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๖๑ ถึงวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๑ โดยไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาว่า กระทำผิดอย่างไร ในข้อหาใด จนกระทั่งช่วงบ่ายของวันดังกล่าวทนายความของนายกิตติเดชจึงได้รับแจ้งทางวาจาว่า ถูกกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานฉ้อโกงพลเมือง

๓.) นายกิตติเดช ถูกกักขังด้วยคำสั่งกักขังย้อนหลังตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๑ จนถึงวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ อันเป็นการออกคำสั่งกักขังย้อนหลังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

๔.) นายกิตติเดชถูกกักขัง โดยไม่มีคำสั่งกักขัง ตั้งแต่วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๒ เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา ๘ เดือนกับอีก ๑๙ วัน

๕.) นายกิตติเดช ร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวแบบมีหลักประกัน (ประกันตัว) ตามสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานจำนวน ๒ ครั้ง แต่ไม่ได้รับการพิจารณาให้ปล่อยตัว

๖.) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นายกิตติเดชไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดีในทุกขั้นตอนของตำรวจและอัยการ มีการโยนสำนวนคดีกลับไปกลับมาจำนวน ๒ ครั้ง ทนายความของนายกิตติเดชได้ร้องขอความเป็นธรรมพร้อมยื่นเอกสารเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองไปทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก คือ กระทรวงป้องกันความสงบและกรมตำรวจเศรษฐกิจจำนวน ๒๑ ฉบับ, หัวหน้าอัยการประชาชนสูงสุด จำนวน ๑๒ ฉบับ, หัวหน้าอัยการภาคกลาง จำนวน ๑๒ ฉบับ และหัวหน้าอัยการประชาชนนครหลวงเวียงจันทน์ จำนวน ๒๐ ฉบับ จนสุดท้ายหาความผิดไม่พบ ไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่ากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ผู้ร้องฯและทนายความได้มีบทรายงานและร้องขอความช่วยเหลือต่อสถานฑูตไทย ประจำ สปป. ลาว ผ่านสถานกงสุลไทย จำนวน ๑๘ ฉบับ

๗.) ในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา เมื่อไม่สามารถเอาผิดนายกิตติเดชในข้อหาเดิมได้ จึงมีการเปลี่ยนข้อกล่าวหาและสั่งฟ้องอย่างเร่งรีบภายในระยะเวลาเพียง ๓ วัน โดยกล่าวอ้างเอาสำนวนเดิมในข้อหาเดิมมาใช้กับข้อหาใหม่ ทั้งที่ยังไม่มีการสอบสวนถึงพฤติการณ์และองค์ประกอบความผิดในคดีและความเสียหายที่เกี่ยวข้อง ทำให้นายกิตติเดชไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดีในข้อหาใหม่ ผู้ร้องฯและทนายความได้ร้องขอความช่วยเหลือต่อสถานฑูตไทย ประจำ สปป. ลาว ต่อท่านอธิบดีกรมการกงสุล และต่อฯพณฯท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งพบด้วยตนเองและยื่นหนังสือร้องขอความช่วยเหลือจำนวนหลายครั้ง

๘.) ผู้ร้องฯและทนายความของนายกิตติเดชได้รายงานข้อเท็จจริงและร้องขอความช่วยเหลือต่อสถานทูตไทย ประจำ สปป. ลาว ผ่านสถานกงสุลไทย ณ เวียงจันทน์ จำนวนหลายครั้งว่า นายกิตติเดช ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินคดีอย่างไร และได้รับความเดือดร้อนจากการถูกจับกุมและกักขังโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไร

๙.) นายกิตติเดช ร้องว่า ถูกละเมิดสิทธิตามกฎหมายภายในของ สปป.ลาว และถูกละเมิดสิทธิตามพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและสิทธิของบุคคลในการถูกดำเนินคดีอาญามาโดยตลอดจนถึง ณ ปัจจุบัน รวมเป็นระยะเวลา ๑ ปี กับอีก ๒๖ วัน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขตามที่ร้องขอ

๑๐.) ผู้ร้องฯได้มาร้องขอต่อท่านอธิบดีกรมการกงสุลเมื่อวันที่ ๓, ๗, ๑๕ และ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๖๒ เพื่อให้มีการเร่งรีบพิจารณาให้ความช่วยเหลือนายกิตติเดช ด้วยวิธีการเจรจาทางการทูตชั้งสูงสุดระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล และร้องขอให้พิจารณานำทีมทนายความของนายกิตติเดชที่ สปป. ลาว เข้าร่วมการเจรจาเพื่ออธิบายในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย

๑๑.) กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมการกงสุลยังไม่ได้ตอบผู้ร้องฯให้ทราบถึงการช่วยเหลือตามอำนาจหน้าที่เป็นลายลักษณ์อักษรใน ๑๐ ข้อที่ทวงถามไป แต่กลับมีข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนโดยเจ้าหน้าที่ของกรมการกงสุลในวันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๖๒ เป็นการให้ข้อมูลข่าวแก่ไทยรัฐออนไลน์โดยไม่มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากฝ่ายผู้ร้องฯ มีการพาดหัวข่าวอันเป็นการละเมิดสิทธิของนายกิตติเดชที่อยู่ในระหว่างกระบวนการต่อสู้ทางกฎหมายว่า “นายกิตติเดช ถูกสั่งฟ้อง และจะถูกพิจารณาคดีภายใน ๓๐ วัน แต่ข้อเท็จจริง ปรากฏว่า ศาลประชาชนเขตนครหลวงเวียงจันทน์ ยังไม่มีการพิจารณา กลับมีคำสั่งส่งสำนวนกลับ เพราะไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟ้องได้” การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายลักษณะเป็นการจงใจกระทำการอันเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ร้องฯตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ หรือไม่

๑๒.) เมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๖๒ ผู้ร้องฯได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมไปยังฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรี สปป.ลาว ผ่านกระทรวงการต่างประเทศของไทย และไปยื่นเพิ่มเติมด้วยตนเองอีก ๑ ฉบับ เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

๑๓.) เมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ผู้ร้องฯเข้าพบ ฯพณฯท่าน เอกอัครราชทูตไทย ประจำ สปป. ลาว เพื่อยื่นหนังสือสอบถามถึงการร้องขอความช่วยเหลือ

๑๔.) ล่าสุดเมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๒ ศาลประชาชนเขตนครหลวงเวียงจันทน์ได้มีคำสั่งส่งสำนวนกลับคืน เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟ้องได้ แต่นายกิตติเดช ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว

จึงขอเรียนตั้งคำถามเป็นประเด็นว่า…..

“…..การจับกุมคุมขังนายกิตติเดช อาจจะเข้าข่ายลักษณะที่เป็นการจับกุมคุมขังตามอำเภอใจหรือไม่ เพราะไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา กระบวนการสอบสวน ยืดเยื้อเป็นเวลานาน แต่ไม่พบหลักฐาน มีจุดประสงค์เพื่อกักขังให้ชำระค่าเสียหายทางแพ่งที่ไม่มีความชัดเจน ไม่มีการสอบสวนอย่างถูกต้องภายใต้กฎหมายและด้วยกระบวนการที่เป็นธรรม ทำให้พลเมืองไทยสูญสิ้นอิสรภาพ เข้าข่ายอันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายภายในของประเทศลาวและเป็นการละเมิดกฎหมายระว่างประเทศว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนตามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในข้อ ๙ ข้อ ๑๐ ข้อ ๑๑ (๑) และข้อ ๑๒ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองแห่งสหประชาชาติ ในข้อ ๙ ข้อ ๑๑ และข้อ ๑๔ และปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ข้อ ๓ ข้อ ๑๒ และข้อ ๒๐ …ใช่หรือไม่…?…”

โดยผู้ร้องฯ ได้ร้องขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย ดังต่อไปนี้

๑. สถานทูตไทย ประจำ สปป.ลาว จำนวน ๑๘ ฉบับ
๒. กระทรวงการต่างประเทศ จำนวน ๑๓ ฉบับ
๓. นายกรัฐมนตรี จำนวน ๑๑ ฉบับ
๔. ผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน ๑๔ ฉบับ
๕. สำนักงานอัยการสูงสุด จำนวน ๔ ฉบับ
๖. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน จำนวน ๒ ฉบับ
๗. องค์การสหประชาชาติ จำนวน ๔ ฉบับ
๘. สำนักพระราชวัง จำนวน ๑ ฉบับ
๙. นายกสภาวิศวกรรมสถาน จำนวน ๑ ฉบับ

จนถึง ณ วันนี้ “วิศวกรชาวบุรีรัมย์ พลเมืองไทย” สูญสิ้นอิสรภาพมานาน ๑ ปี กับอีก ๒๖ วัน ยังต้องทนทุกข์ทรมานในห้องขังต่อไป โดยไม่มีพยานหลักฐานมายืนยันว่า เขาผิดอะไร อย่างไร….?

ผู้ร้องฯได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ฯพณฯท่านชวน หลีกภัย ผ่านเลขานุการฯคุณแทนคุณ จิตต์อิสระ ไปแล้วเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๒

จึงกราบเรียนเพื่อโปรดทราบและโปรดพิจารณาตามอำนาจและหน้าที่ เพื่อช่วยเหลือพลเมืองไทยให้ได้รับความเป็นธรรมโดยเร็ว

ขอแสดงความนับถือยิ่ง
นายพีรภัทร ทองธีรสกุล (ทนายปีเตอร์)
Line : 0942908889

CR. พีรภัทร ทองธีรสกุล 

Loading...


ISUZU รถอีซูซุ

แอดมินหลักของเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารต่างๆ เนื้อหาความรู้เกี่ยวกับรถอีซูซุ และเรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button