กฏหมายเกี่ยวกับรถ

โดนใบสั่ง ไม่จ่าย เป็นไรไหม 2563

traffic fee

ขึ้นหัวเรื่องมาแบบนี้ “โดนใบสั่ง ไม่จ่าย เป็นไรไหม 2563” คงตรงกับคำถามในใจหลายๆ ท่านนะครับ และแน่นอน นอนแน่ว่า คนที่เข้ามาอ่านบทความนี้ ต่างก็ต้องเคยโดยใบสั่งจับปรับความเร็ว ใบสั่งจราจร ส่งถึงบ้านอย่างแน่นอน และบางท่าน ก็เคยเอาไปโพสต์ถามตามกลุ่มรถต่างๆ หรือไม่ก็เว็บบอร์ด Pantip

ก็จะมีคนตอบอยู่ 2 แบบ

  1. ไม่ต้องจ่ายก็ได้ ไม่มีผลอะไร สามารถต่อภาษีประจำปีได้ปกติ
  2. ไปจ่ายเถอะ เราต้องรับผิดชอบสิ่งที่เราทำ ไม่งั้นกฏหมายจะมีไว้ทำไม จ่ายที่ไปรษณีย์ หรือจ่ายผ่านแอพธนาคารก็ได้ ง่ายสุดก็แอพธนาคารกรุงไทย กรอกข้อมูลจ่ายได้เลย

แล้ว… สรุปว่า โดนใบสั่ง ไม่จ่าย เป็นไรไหม 2563

ทางทีมงานก็ได้ไปค้นคว้าหาข้อมูลมาพบว่ามีข่าวอยู่ 2 อย่าง เอาข่าวเก่าก่อนนะครับ มาจากเว็บคมชัดลึก ในช่วงปี 2562

ไม่ได้ขู่แต่เอาจริง!.. 1 ต.ค. 62 จัดการคนชิ่งใบสั่งจราจร

เป็นที่ชัดเจนว่าปัจจุบันมีผู้ขับขี่รถหรือเจ้าของรถที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบกจํานวนมาก โดยมีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงและเพิกเฉยต่อการบังคับใช้ทางกฎหมาย ซ้ำยังปรากฏว่ามีการกระทําความผิดดังกล่าวซ้ำอีกในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งความสงบเรียบร้อยของประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนน

ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาและบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างจริงจังกับคนจำนวนมากที่เมินเฉยต่อการชำระค่าปรับจราจร ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) มีการวางมาตรการบังคับใช้กฎหมายหลายเรื่อง และได้หารือเพื่อแก้ไขร่วมกันกับ กรมขนส่งทางบก โดยเฉพาะคนที่เมินจ่ายค่าปรับใบสั่งจราจรจะไม่สามารถต่อทะเบียนได้ แต่ดูเหมือนทั้งสองหน่วยงานจะถือกฎหมายคนละฉบับ และนักกฎหมายก็ออกมาท้วงติงว่า ตำรวจจะผลักภาระให้เจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบก ถูกประชาชนฟ้องร้องดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แทนหากไม่ต่อทะเบียนให้ ทำให้การออกมาประกาศเช่นนี้ก่อนหน้าในห้วงหลายปีที่ผ่านเป็นเพียงแค่ “คำขู่” เพราะคนที่ไม่จ่ายค่าปรับยังดำเนินการต่อทะเบียนได้ตามปกติ ส่งผลให้คนที่ถูกออกใบสั่งการทำผิดจราจรเมินการชำระค่าปรับจำนวนมาก และทำผิดอยู่ซ้ำๆ ดังเดิม

g6adgf8b7chak9i8bbkh8

ทว่าปัญหานี้ล่าสุดมีการประชุมร่วมกันระหว่างกรมขนส่งทางบกกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งสรุปว่าจะเริ่มเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ โดย นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวถึงความคืบหน้าถึงการเชื่อมโยง ระบบใบสั่งจราจร (PTM) หลังทดลองทดสอบการเชื่อมระบบอายัดทะเบียนรถเมื่อมาชำระภาษีรถประจำปี กรณีที่ประชาชนค้างชำระค่าปรับการกระทำความผิดเกี่ยวกับกฎหมายจราจร โดยจะเริ่มมีการเชื่อมโยงส่งข้อมูลร่วมกันระหว่างตำรวจกับขนส่งทางบกตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป 

ทั้งนี้ทั้งนั้นในส่วนของคนที่เคยได้รับใบสั่งจากตำรวจย้อนหลังกลับไป 1 ปี จากวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ย้อนไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 และแม้ข้อมูลจะยังไม่เชื่อมในระบบ แต่ก็ยังต้องเสียค่าปรับตามใบสั่ง เมื่อการเชื่อมโยงส่งข้อมูลมีผลบังคับใช้แล้ว คนที่ได้รับใบสั่งหากไม่ได้ไปเสียค่าปรับที่สถานีตำรวจ ยังสามารถมาเสียค่าปรับพร้อมกับการเสียภาษีรถประจำปีที่สำนักงานขนส่งทางบกได้ เนื่องจากระบบทางตำรวจจะส่งข้อมูลมายังขนส่งทางบกด้วย โดยขนส่งจะบันทึกข้อมูลการชำระค่าปรับในระบบ ซึ่งระบบจะเชื่อมโยงกับระบบใบสั่งจราจร จากนั้นผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถก็จะได้เครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี หรือที่หลายคนเข้าใจคือ “ป้ายวงกลม”

aa8d56f8aj98bakha79d7

พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ

“คนที่ต้องเสียค่าปรับตามใบสั่ง แต่ยังไม่สะดวกที่จะเสียค่าปรับพร้อมกับการเสียภาษีรถยนต์ในคราวเดียวกัน ขนส่งทางบกจะให้เจ้าของรถเสียภาษีประจำปีรถยนต์ได้ก่อน แต่เจ้าของรถที่เสียภาษีจะไม่ได้ป้ายวงกลม แต่จะได้หลักฐานการเสียภาษีประจำปีชั่วคราว ซึ่งใบที่ออกแทนเพื่อให้เจ้าของรถสามารถแสดงกับตำรวจเมื่อถูกเรียกตรวจได้ภายใน 30 วัน ถ้าหากเจ้าของรถกลับมาชำระค่าปรับแล้วก็สามารถนำหลักฐานใบเสร็จการชำระมาแสดง เพื่อรับเครื่องหมายป้ายวงกลมฉบับจริงได้ภายหลัง นอกจากนั้นถ้าเจ้าของรถที่โดนใบสั่ง หากจะปฏิเสธข้อหาโดนใบสั่งและไม่ยอมเสียค่าปรับ สามารถอุทธรณ์ได้ภายใน 30 วัน ซึ่งการอุทธรณ์จะต้องดำเนินการฟ้องร้องกับศาล หากศาลมีคำสั่งออกมาว่าไม่ผิดถึงจะหลุดพ้นไม่ต้องเสียค่าปรับได้ อย่างไรก็ตามแม้ว่าเจ้าของรถจะไม่ยอมชำระใบสั่ง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจและกรมขนส่งก็ไม่มีบทลงโทษด้วยการอายัดป้ายทะเบียนรถตามที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้” นางจันทิรา อธิบายเสริม

เช่นเดียวกับ พล.ต.ต.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการศึกษา (รองผบช.ศ.) ในฐานะคณะทำงานแก้ปัญหาจราจร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ยืนยันว่าคราวนี้ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทำได้จริงไม่ใช่การขู่ เพราะระบบเชื่อมระหว่างสองหน่วยงานเสร็จเกือบสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงแก้ไขข้อบกพร่องเล็กน้อยเท่านั้นและจะสามารถดำเนินการได้ในวันที่ 1 ตุลาคม อย่างแน่นอน ส่วนกรณีที่ก่อนหน้านี้มีนักกฎหมายท้วงติงว่าผลักภาระไปให้เจ้าหน้าที่กรมขนส่งทางบกถูกประชาชนร้องดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีเจ้าหน้าที่ไม่ต่อทะเบียนให้นั้นไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจเป็นการเข้าใจผิด เพราะการดำเนินการของทั้งสองหน่วยงานยึดตามกฎหมาย พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 141/1​ ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว

ggbie798kgcbejad9c9j5

พล.ต.ต.เอกรักษ์ อธิบายว่า คนที่ยังไม่ชำระค่าปรับตามใบสั่งจราจร ยังสามารถต่อทะเบียนและชำระภาษีประจำปีได้ แต่จะยังไม่ได้ป้ายวงกลมตัวจริง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะออกเป็นสำเนาเอกสารชั่วคราวให้ โดยมีอายุการใช้งานได้ 30 วัน หากยังไม่ชำระค่าปรับ เมื่อพ้น 30 วันที่เอกสารชั่วคราวหมดอายุแล้ว หากถูกเรียกตรวจก็จะมีความผิดอีกกระทงฐานใช้รถยนต์โดยไม่มีเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปี หรือป้ายวงกลม มีโทษปรับ 2,000 บาท ขณะเดียวกันตำรวจก็สามารถแจ้งกรมการขนส่ง ให้งดออกป้ายวงกลมสำหรับรถคันดังกล่าวและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนอีกด้วย แม้จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2562 แต่ระหว่างนี้ก่อนไปถึงวันเริ่ม และย้อนไปถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 ก็จะถูกนำข้อมูลมาเชื่อมโยงกับระบบที่ว่านี้ด้วย เนื่องจากปกติแล้วใบสั่งมีอายุความ 1 ปี ซึ่งการดำเนินการที่เข้มงวดแบบนี้จะช่วยให้ประชาชนเคารพกฎจราจรมากขึ้นก็เพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน

สำหรับการปฏิเสธใบสั่งในกรณีที่ประชาชนเห็นว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดนั้น เช่น มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถ แต่คนขับไปกระทำความผิดเป็นอีกคน ซึ่งอาจจะเป็นลูกจ้างขับรถบริษัท หรือญาติพี่น้องเอารถไปขับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทำแบบฟอร์มและนำไปวางที่กรมขนส่งทั่วประเทศเพื่อให้ประชาชนได้ดำเนินการเขียนคำร้องและส่งไปรษณีย์แบบตอบกลับไปยังสถานีตำรวจที่ออกใบสั่งตามกฎหมายพร้อมทั้งแนบหลักฐาน อาทิ สำเนาใบสั่ง รูปถ่ายรถ และเล่มทะเบียน เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ และให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ทะเบียน เพราะในส่วนนี้อาจจะมีการสวมป้ายทะเบียนก็สามารถนำหลักฐานมาชี้แจงได้ โดยกรณีต้องการตรวจสอบว่าตนเองไม่ได้ขับขี่ผิดกฎหมายตามใบสั่งนี้ ประชาชนสามารถชำระภาษีประจำปีไปก่อน โดยเจ้าหน้าที่ของกรมขนส่งจะออกสำเนาเอกสารสำหรับการใช้แทนป้ายวงกลมเป็นการชั่วคราว 30 วันหลัง จากนั้นเมื่อไปตรวจสอบและทำการชำระค่าปรับที่โรงพักที่ออกใบสั่งแล้วก็ให้นำหลักฐานการชำระค่าปรับกลับมาขอรับป้ายภาษีตัวจริงอีกครั้ง

9fabibfa9eeahckb8beeh

จากสถิติในปี 2561 ตำรวจออกใบสั่งให้ผู้กระทำผิดกว่า 11.8 ล้านใบ แต่มีผู้ที่ได้รับใบสั่งกลับมาเสียภาษีเพียง 2 ล้านใบ ค้างไม่มาเสียค่าปรับกว่า 9.7 ล้านใบ ได้รับค่าปรับโดยเฉลี่ยกว่า 500 ล้านบาท ส่วนปี 2562 จากต้นปีมาถึงปัจจุบัน ได้ออกใบสั่งไปกว่า 7 ล้านใบ มาจ่ายค่าปรับตามใบสั่งเพียง 1 ล้านใบ ค้างจ่ายค่าปรับกว่า 5.9 ล้านใบ นอกจากนี้พบว่าในปี 2561 มีผู้กระทำผิดซ้ำมากกว่า 1 ครั้ง สูงถึงร้อยละ 20 หรือประมาณกว่า 1 ล้านใบ ส่วนการกระทำผิดครั้งเดียว มี 4 ล้านใบ

น่าจะได้ยินกันมานานแล้วกับสโลแกนที่ว่า “วินัยจราจร สะท้อนวินัยชาติ” แต่จนแล้วจนรอดก็ยังมีผู้ฝ่าฝืนทำผิดกฎจราจร แม้แก้กฎหมาย เพิ่มโทษขนาดไหน หลายๆ คนยังทำตัวเป็น “ทองไม่รู้ร้อน” ยิ่งไปกว่านั้นบางรายยังทำผิดซ้ำๆ ได้รับใบสั่งซ้ำซาก ทั้งที่ของเดิมยังไม่ได้ไปจ่ายค่าปรับ คราวนี้จึงไม่ใช่แค่ขู่ แต่เป็นการเอาจริง..!!

b5e6cch6bj8bki7djkb87

อันนี้เป็นคลิปเพิ่มเติมจาก ช่อง One

ต่อมาก็ได้การเผยแพร่ข่าวจากเว็บไซต์เดลินิวส์เรื่องนี้เช่นกัน เมื่อ ศุกร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 เนื้อหาข่าวก็มีประมาณนี้

สบายใจได้!โดนใบสั่งตร.แต่ไม่จ่ายค่าปรับ”ต่อทะเบียนได้”

เมื่อเดือน ก.ย. ปี พ.ศ.2558 คสช. มีคำสั่ง ที่ 14/ 60  ระบุไว้ว่ากรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถคันใดไม่ชําระค่าปรับ แต่ต้องการต่อทะเบียนก็สามารถทำได้ แต่นายทะเบียนจะออกหลักฐานว่าชำระเงินการต่อทะเบียนไว้แล้วและยังไม่ให้ป้ายวงกลม  โดยเจ้าของรถต้องไปชําระค่าปรับที่ค้างภายใน30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง หากพ้น 30 วันไปแล้วยังไม่ไปชำระค่าปรับและถูกตำรวจจับ เพราะไม่มีป้ายวงกลมจะต้องเสียค่าปรับ 2,000 บาท ฐานไม่ต่อภาษีป้ายทะเบียน  อย่างไรก็ตาม หากเจ้าของรถจ่ายค่าปรับ  และจ่ายค่าการต่อทะเบียนไปพร้อมกันก็จะได้ป้ายวงกลมทันที  ซึ่งรายละเอียดต่าง ๆ ที่คสช.ประกาศนั้น กรมการขนส่งทางบกและตำรวจ จะต้องทำความเข้าใจกันและเชื่อมต่อข้อมูลตรงกันอย่างเป็นระบบ

ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จึงได้พิจารณาขอแก้ไขกฎหมาย พรบ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 ให้มีประสิทธิภาพ ในการบังคับใช้กับผู้กระทำความผิดให้มากยิ่งขึ้นนั้น โดยที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอให้กฤษฎีกาตีความใน 8-9 ประเด็น แต่ในประเด็นเรื่องการขอให้กรมการขนส่งทางบก อายัดการต่อภาษีประจำปีหากผู้เสียภาษีโดนใบสั่งแล้วไม่มาชำระค่าปรับ ซึ่งทางกรมการขนส่งฯ เห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญไม่สามารถทำได้ และในส่วนของคณะกฤษฎีกาก็ไม่ผ่านความเห็นชอบ ให้ทำให้ประเด็นนี้มีอันตกไป

แต่ทั้งนี้กฤษฎีกาได้ให้ข้อแนะนำว่า การขอแก้ กฎหมาย พรบ.จราจรฯ ให้ทำในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตำรวจเท่านั้น ดังนั้นทางตำรวจจึงได้กลับมาดูในรายละเอียดอีกครั้งและเตรียมเสนอใหม่อีกรอบ ในเรื่องการขอเพิ่มอัตราโทษปรับ

ในส่วนที่ 1 หากผู้กระทำผิดได้รับใบสั่งแล้ว ไม่มาชำระค่าปรับจะให้มีโทษปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท ซึ่งจากเดิมปรับไม่เกิน 1,000บาท และปรับขั้นต่ำ 200 บาท

ส่วนที่ 2 เมื่อครบ 60 วัน ยังไม่มาชำระค่าปรับ จะเพิ่มโทษเป็นปรับตั้งแต่ 1,000-5,000 บาท และส่วนที่ 3 หากครบ 180 วัน ยังไม่มาชำระค่าปรับจะจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับตั้งแต่ 2,000-10,000 บาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ

ซึ่งในข้อหานี้สามารถนำขึ้นศาลแขวง เพื่อให้ศาลพิจารณาโทษจำคุกได้

ด้านรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รอง ผบช.น.) ที่รับผิดชอบงานจราจรในขณะนั้น ได้กล่าวว่า หลังจากนี้ทางตำรวจ จะไม่ยื่นเสนอขอแก้ไขในเรื่องอายัดภาษี ไม่ต่อทะเบียนรถ หากไม่มาชำระค่าปรับอีกแล้ว เนื่องจากข้อเสนอดังกล่าวถูกตีตกถึง 2 รอบ แต่ในส่วนการขอเพิ่มอัตราโทษปรับขณะนี้ในขั้นตอนของทาง บช.น. ได้มีการลงนามในข้อเสนอแล้ว เพื่อเสนอต่อให้สำนักกฎหมายและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาแก้ไขและนำเสนอต่อกฤษฎีอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะผ่านความเห็นชอบได้และผ่านเข้าสู่กระบวนการให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณาต่อไป ส่วนในการยื่นเสนอชำระค่าปรับ ผ่านเคาร์เตอร์เซอร์วิส ที่ทางตำรวจได้ยื่นเสนอให้กฤษฎีกาพิจารณานั้น ขณะนี้ได้รับความเห็นชอบจากทางกฤษฎีกาแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็ต้องรอให้ สนช. มีความเห็นชอบอีกเช่นกัน ซึ่งคาดว่าภายในเร็วๆ นี้ ซึ่งประชาชนจะได้รับความสะดวกขึ้นในการชำระค่าปรับ

สำหรับคำสั่ง คสช.ในครั้งนั้นสร้างความหวาดวิตกให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากถ้าไม่มาเสียค่าปรับจราจรนอกจากจะถูกอายัดทะเบียนรถแล้ว ถ้าเลยกำหนดเวลายังไม่มาเสียค่าปรับยังมีโทษ จำคุก อีกด้วย

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก  เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า หากประชาชนเบี้ยวจ่ายค่าปรับ จะถูกอายัดการต่อภาษีประจำปีนั้น  ไม่เป็นความจริง  โดยประชาชนสามารถที่จะต่อภาษีกับกรมการขนส่งทางบกได้เหมือนเดิม  แต่ประชาชนต้องไปเสียค่าปรับให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เนื่องจากถือว่าเป็นการกระทำผิดกฏหมายจราจร ซึ่งทุกคนต้องเคารพกฏหมาย   ส่วนกรณีคำสั่งคสช.ที่ 14/60 เกี่ยวกับมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฏหมายว่าด้วยการจราจรทางบกนั้น ได้ให้กฤษฏีกาพิจารณาระเบียบต่าง ๆ ว่าจะผิดข้อกฏหมายหรือไม่  และในระหว่างนี้กรมฯและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตง.) เตรียมความพร้อมที่จะเชื่อมข้อมูลระหว่างกันเพื่อให้การทำงานมีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น

ด้านผู้สื่อข่าว เดลินิวส์ ออนไลน์ ได้พยายามติดต่อขอสัมภาษณ์กับทาง เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องการจราจร โดยใช้เวลาติดต่อนานหลายชั่วโมง เมื่อสามารถติดต่อได้แล้วทางเจ้าหน้าที่ได้ ปฎิเสธที่จะตอบคำถามถึงเรื่องดังกล่าว โดยขอเวลาไปปรึกษากับทางผู้ใหญ่ก่อน จากนี้ประชาชนยังคงต้องลุ้นว่าทางตำรวจจะดำเนินการต่อไปหรือไม่และทาง กฤษฏีกา จะมีความเห็นเป็นอย่างไร

เอ้า! สรุปสุดท้าย ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน..

อย่างไรก็ตามทางทีมงานแนะนำว่า หากโดนใบสั่งจราจร และเป็นการกระทำผิดจริง ควรไปเสียค่าปรับให้เรียบร้อยครับ เพราะการโดนใบสั่งถือว่าเป็นความผิดตามกฏหมายเรียบร้อยแล้ว และเป็นการช่วยเตือนให้ตัวเราเองไม่ทำผิดซ้ำอีกต่อไป อีกทั้งยังช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุในการขับรถที่มีความเร็วเกินกว่ากฏหมายกำหนดอีกด้วย

การชำระค่าปรับ ก็สามารถเดินไปจ่ายที่ไปรษณีย์ได้เลย หรือจะจ่ายผ่านแอพของธนาคารก็ได้เช่นกัน และสามารถตรวจสอบใบสั่งจราจรย้อนหลังได้เอง ที่ https://ptm.police.go.th/eTicket/#/ หากไม่ได้ทำผิดตามที่กล่าวหา ก็สามารถโต้แย้งเพื่อยกเลิกใบสั่งได้เช่นเดียวกัน

Loading...


ISUZU รถอีซูซุ

แอดมินหลักของเว็บไซต์ที่ทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารต่างๆ เนื้อหาความรู้เกี่ยวกับรถอีซูซุ และเรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Back to top button